จัดฟัน คุณหมอแนน โทร.092-6959992
จัดฟัน คุณหมอแนน
จัดฟัน คุณหมอแนน - หาดจอมเทียน พัทยา โทร. 092 6959992
Dentist จัดฟัน
จัดฟัน คลินิกทันตกรรมไทยสไมล์ โดย คุณหมอแนน
Dentist Nan
หาดจอมเทียน พัทยา จ.ชลบุรี เบอร์โทรศัพท์ 092 - 6959 992 Line ID: Thai-Smile
รายละเอียด ค่ารักษาทางทันตกรรมจัดฟัน
(กดแถบนี้เพื่อ แสดง/ย่อ ข้อมูล)
อัตราค่ารักษาสำหรับผู้ที่เริ่มการรักษา ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2560 – 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 รักษาโดยใช้เครื่องมือจัดฟัน (แบร็คเก็ต : Bracket) ชนิดติดแน่นบนผิวฟันด้านนอก แบบปรับมุมแล้ว (แบบ Roth หรือ MBT) ยี่ห้อ American Orthodontics ผลิตและนำเข้า จากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับระดับโลก มีทันตแพทย์อยู่ประจำคลินิก ให้บริการเต็มเวลา มากกว่า 20 วัน/เดือน มีเครื่องเอ็กซ์เรย์ระบบดิจิตอลอันทันสมัยนำเข้าจากประเทศเยอรมันีไว้ให้บริการภายในคลินิก ให้การรักษาทางทันตกรรม(ทำฟัน)ครอบคลุมอย่างเป็นองค์รวมทุกด้าน เช่น อุดฟัน ถอนฟัน ผ่าฟันคุด รักษาคลองราฟัน ทำฟันปลอม ทำครอบฟัน สะพานฟัน ใส่ฟันปลอมชนิดติดแน่น รากฟันเทียม(รากเทียม) ทำฟันเพื่อความสวยงาม เคลือบฟันเทียมเซรามิกส์ (วีเนียร์) ฟอกฟันขาว เป็นต้น

จัดฟัน
: ค่ารักษารวม  เริ่มต้นที่ 35,000 - 39,750 บาท 

** ค่ารักษาดังกล่าวข้างต้นนี้ รวม การรักษาต่างๆ ต่อไปนี้ แล้ว **


** รวม เอ็กซ์เรย์ จัดฟัน ถ่ายภาพใบหน้า และ ถ่ายภาพฟัน ที่จำเป็นสำหรับการจัดฟัน
** รวม พิมพ์ปากพิม์ฟัน และ ทำแบบจำลองฟัน สำหรับวางแผนการรักษา และ ทำรีเทนเนอร์ หลังจัดฟันเสร็จ
** รวม รีเทนเนอร์ 1 คู่ (Retainers : เครื่องมือคงสภาพฟันที่คนไข้ต้องใส่หลังการจัดฟัน เป็นเครื่องมือชนิดถอดได้ ไม่ต้องใส่ตลอดเวลา)
** รวม อุปกรณ์ทำความสะอาด และ ดูแลอนามัยช่องปากสำหรับผู้ป่วยจัดฟัน 1 ชุดใหญ่

ทั้งนี้  ไม่รวม ค่าเครื่องมือพิเศษอย่างอื่น ที่อาจจำเป็นต้องใช้ในผู้ป่วยบางราย เช่น เครื่องมือขยายกระดูกขากรรไกร หมุดยึดช่วยดึงฟัน และอื่นๆ ทั้งนี้ทันตแพทย์จัดฟันจะแจ้งให้ผู้ป่วยทราบล่วงหน้าหากจะต้องใช้เครื่องมือเสริมดังกล่าว และ ไม่รวม ค่าใช้จ่ายในการเตรียมช่องปาก เช่น การขูดหินปูน การอุดฟัน การถอนฟัน การรักษาคลองรากฟัน การใส่ฟันทดแทน และอื่นๆ
การแบ่งชำระ ค่ารักษาทางทันตกรรม จัดฟัน
(กดแถบนี้เพื่อ แสดง/ย่อ ข้อมูล)
เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับท่านผู้ป่วย ท่านสามารถเลือกชำระค่ารักษาได้ตามความสะดวกของท่าน ว่าจะชำระค่ารักษาทั้งหมดเพียงครั้งเดียว หรือ ต้องการแบ่งชำระค่ารักษา ก็สามารถทำได้ โดย คุณหมอแนน และ คลินิกทันตกรรมไทยสไมล์ มีรูปแบบการแบ่งชำระให้ท่านเลือก หลากหลายรูปแบบ ดังนี้ ค่ะ

แบบที่ 1 : ครั้งแรก 7,400 บาท ครั้งที่2-33 ครั้งละ 1,000 บาท (รวมเป็น 39,400 บาท) การแบ่งชำระค่ารักษาแบบนี้ ท่านจะได้รับการติดเครื่องมือทั้งฟันบน และฟันล่าง จนถึงฟันกรามน้อย ในครั้งแรกที่เริ่มการรักษา และ ติดเครื่องมือฟันกราม ในครั้งที่ 5

แบบที่ 2
: ครั้งแรก 4,400 บาท ครั้งที่2 3,200 บาท และ ครั้งที่3-34 ครั้งละ 1,000 บาท (รวมเป็น 39,600 บาท) การแบ่งชำระค่ารักษาแบบนี้ ท่านจะได้รับการติดเครื่องมือฟันบน จนถึงฟันกรามน้อย ในครั้งแรกที่เริ่มการรักษา และจะได้รับการติดเครื่องมือฟันล่าง จนถึงฟันกรามน้อย ในครั้งที่ 2 ของการรักษา และ ติดเครื่องมือฟันกราม ในครั้งที่ 6

แบบที่ 3
: ครั้งแรก  4,400 บาท ครั้งที่2 1,350 บาท ครั้งที่ 3-36 ครั้งละ 1,000 บาท (รวมเป็น 39,750 บาท) การแบ่งชำระค่ารักษาแบบนี้ ท่านจะได้รับการติดเครื่องมือฟันบนจนถึงฟันกรามน้อย ในครั้งแรกที่เริ่มการรักษา และจะได้รับการติดเครื่องมือฟันล่าง จนถึงฟันกรามน้อย ในครั้งที่ 4 ของการรักษา และ ติดเครื่องมือฟันกราม ในครั้งที่ 8

แบบที่ 4
: ชำระด้วยเงินสด เพียงครั้งเดียว 35,000 บาท ท่านผู้ป่วยจะได้รับการติดเครื่องมือจัดฟันทุกซี่ที่จำเป็น หรือ ที่สามารถติดได้ ทั้งฟันบน และฟันล่าง ครบในครั้งแรกของการจัดฟัน

แบบที่ 5 : ชำระด้วยเงินสด แบ่งชำระ 4 ครั้ง ครั้งแรก ครั้งที่ 2 และ 3 ครั้งละ 10,000 บาท และครั้งที่ 4 ; 6,500 บาท (รวม36,500 บาท) ท่านผู้ป่วยจะได้รับการติดเครื่องมือจัดฟันครบ ทั้งฟันบน และฟันล่าง ในครั้งแรกของการจัดฟัน

แบบที่
6 : ครั้งแรก 7,400 บาท ครั้งที่ 2: 2,600 บาท ครั้งที่3-21 ครั้งละ 1,500 บาท (รวม 38,500 บาท) การแบ่งชำระค่ารักษาแบบนี้ ท่านจะได้รับการติดเครื่องมือทั้งฟันบน และฟันล่าง จนถึงฟันกรามน้อย ในครั้งแรก และ ติดเครื่องมือฟันกราม ในครั้งที่ 2

** การเอ็กซ์เรย์จัดฟัน พิมพ์ฟันเพื่อทำแบบจำลองฟัน และถ่ายภาพ จะทำอย่างน้อย 2 ครั้ง ในครั้งแรก และ ครั้งสุดท้าย ของการจัดฟัน

** รีเทนเนอร์ ที่ผู้ป่วยจะได้รับ เป็น รีเทนเนอร์ ชนิดถอดได้ ฐานอะคลิริกเรซิน (พลาสติก) มีลวดคาดฟันด้านหน้า
** การชำระค่ารักษา แบบที่ 4 และ 5 และ 6 จะช่วยให้การรักษาสามารถดำเนินไปได้ อย่างรวดเร็ว กว่ารูปแบบการแบ่งชำระแบบอื่นๆ อาจจะสามารถเสร็จสิ้นการรักษาได้ภายใน 2 ปี ค่ะ

ข้อดีของการจัดฟันที่คลินิกทันตกรรมไทยสไมล์
(กดแถบนี้เพื่อ แสดง/ย่อ ข้อมูล)
1. มีทันตแพทย์ ให้บริการจัดฟัน เป็นประจำ เกือบทุกวัน และอย่างน้อย 15 วัน ต่อ เดือน และจำกัดจำนวนผู้ป่วยไม่ให้มีจำนวนมากเกินไปในแต่ละวัน เพื่อการให้บริการอย่างสะดวกรวดเร็ว หลีกเลี่ยงการนั่งรอนานๆ ของท่านผู้ป่วย และเพื่อรักษาคุณภาพในการรักษาให้มีคุณภาพสูงสำหรับผู้ป่วยทุกท่าน

2. วางแผนการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน ร่วมกับทันตกรรมทั่วไป แบบเป็นองค์รวม และเน้นการให้บริการแบบทั้งหมดในที่เดียว (one stop service) กล่าวคือ คนไข้สามารถรับการรักษาทางทันตกรรมทั้งระดับพื้นฐาน และ ระดับสูง ทุกด้านได้ทั้งหมดที่คลินิกทันตกรรมไทยสไมล์

3. อำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยสามารถผ่อนจ่ายค่ารักษา หรือ แบ่งชำระค่ารักษาได้

4. ให้บริการโดยทันตแพทย์ผู้มีใบอนุญาติประกอบโรคศิลป์ โดยถูกต้องตามกฏหมาย

5. เน้นการรักษาทางทันตกรรมเพื่อคุณภาพอย่างสูงสุด และมุ่งเน้นที่ประโยชน์และความต้องการของผู้ป่วยเป็นที่ตั้ง โดยเลือกใช้เนคโนโลยี วัสดุ อุปกรณ์ ทางทันตกรรม-การแพทย์ ที่น่าเชื่อถือ มีคุณภาพสูง และประสิทธิภาพสูง ในระดับที่เป็นที่ยอมรับของสากล รวมทั้งการรักษาความสะอาด และให้การรักษาโดยคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุด

6. ให้เวลากับผู้ป่วยอย่างเพียงพอ และเก็บบันทึกประวัติผู้ป่วยอย่างละเอียด ชัดเจน และโปร่งใส


ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับการจัดฟัน
(กรุณากดแถบหัวข้อด้านล่างนี้ เพื่อ แสดง/ย่อ ข้อมูล)
การจัดฟันคืออะไร
การจัดฟันคือการใช้เครื่องมือ หรือวิธีการ ในการจัดตำแหน่งการเรียงตัวของฟัน รวมทั้งปรับการเอียงตัวของฟัน ให้อยู่ในตำแหน่งการเรียงตัวและเอียงตัวที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้ฟันมีการสบฟันที่ดีขึ้น และมีการเรียงตัวของฟันที่สวยงามมากขึ้น อีกทั้งยังมีผลต่อรูปร่างใบหน้า และความอูมนูนของริมฝีปากอีกด้วย
จุดประสงค์หลักของการจัดฟัน
  1. เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการสบฟันที่ไม่สมดุลระหว่างขากรรไกรบน และขากรรไกรล่าง ให้มีความสมดุลมากขึ้น และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถบดเคี้ยวอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  2. เพื่อแก้ไขฟันห่างให้ชิดกันอย่างเป็นธรรมชาติ
  3. เพื่อแก้ไขฟันที่ซ้อนเก ให้มีการเรียงตัวที่เป็นระเบียบ และสวยงามมากยิ่งขึ้น
  4. เพื่อช่วยดึงฟัน ขยับฟัน ตั้งฟัน หรือจัดตำแหน่งฟันที่อยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม ให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม
  5. เพื่อช่วยในการอำนวยความสะดวก ในการใส่ฟันทดแทน ในผู้ป่วยที่มีฟันล้มเอียง
  6. เพื่อการปรับเปลี่ยนความอูมนูนของริมฝีปาก หรือใบหน้าส่วนล่าง หรือภาพโครงร่างใบหน้าด้านข้าง ( profile )
*** ทั้งนี้ไม่ได้หมายความถึงการทำให้ใบหน้าเล็ก หรือ เรียวลง แต่อย่างใด***
เครื่องมือจัดฟัน
เครื่องมือจัดฟัน เครื่องมือที่ใช้ในการจัดฟัน มีหลายรูปแบบ ทั้งแบบถอดได้ และแบบติดบนผิวฟัน ปัจจุบัน เครื่องมือที่เป็นที่นิยมในประเทศไทย คือเครื่องมือจัดฟันแบบติดแน่น หรือติดบนผิวฟัน ดังที่พบเห็นกันได้โดยทั่วไป

เครื่องมือจัดฟันแบบติดแน่น
  • แบรคเกตโลหะทั่วไป : มีลักษณะเป็นชิ้นโลหะขนาดเล็กและมีร่องสำหรับใส่ลวดอยู่กึ่งกลาง ซึ่งจะพบเห็นได้โดยทั่วไปในผู้ที่รับการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันในประเทศไทย มีหลายยี่ห้อ เครื่องมือชนิดนี้จะ ติดบนผิวฟันด้านนอก หรือด้านใน อาศัยแรงดึงจากยางดึง หรือการใช้ลวดขนาดเล็กมัดโดยมีลวดโค้งเป็นแนวนำทางในการเคลื่อนที่ของฟัน   *** การจัดฟันที่คลินิกทันตกรรมไทยสไมล์ โดยส่วนใหญ่ ใช้เครื่องมือชนิดนี้ ***
  • แบรคเกตของสถาบัน Progressive Orthodontic : เครื่องมือจัดฟันชนิดนี้จะมีความคล้ายคลึงกันกับเครื่องมือชนิดที่ 1. แต่จะมีความจำเพาะเจาะจงสำหรับแต่ละบุคคลมากกว่าเครื่องมือจัดฟันทั่วไป ถ้าเปรียบเทียบก็คือเสมือนเป็นเสื้อผ้าสั่งตัด ที่ให้พอดีในแต่ละบุคคลนั่นเอง  ข้อดีของเครื่องมือจัดฟันชนิดนี้ คือสามารถเคลื่อนที่หรือจัดตำแหน่งฟันได้แม่นยำกว่าเครื่องมือชนิดที่ 1 และยังสามารถลดระยะเวลาในการรักษาลงได้อีกด้วย แต่เนื่องจากเครื่องมือมีความจำเพราะเจาะจงสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย จึงทำให้ต้องใช้ระยะเวลาในการรอการจัดส่งค่อนข้างนาน (ประมาณ 7-10 วัน) อีกทั้งราคาค่อนข้างสูง ทั้งนี้ ผู้ป่วยท่านใดที่สนใจอยากใช้เครื่องมือจัดฟันชนิดนี้ คลินิกทันตกรรมไทยสไมล์ก็มีให้บริการด้วย ในราคา 65,000 บาท
  • แบรคเก็ตจัดฟันชนิดอื่นๆ (คลินิกทันตกรรมไทยสไมล์ไม่ได้มีไว้ให้บริการ)
เครื่องมือจัดฟันแบบถอดได้
  • เครื่องมือจัดฟันแบบใส / Invisalign : เป็นเครื่องมือจัดฟันแบบถอดได้ ที่มีลักษณะเป็นพลาสติกใส สวมครอบลงบนฟัน สามารถถอดออกได้เมื่อมีความจำเป็น เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดด้านภาพลักษณ์ เช่น นักแสดง พนักงานบริการบนเครื่องบิน เป็นต้น เครื่องมือจัดฟันชนิดนี้มีข้อจำกัดด้านการรักษาสูง และราคาสูงมากมาก ประมาณ 2 แสนบาท
  • อื่นๆ
ภาพตัวอย่าง เครื่องมือจัดฟัน (เหล็กจัดฟัน) ที่ใช้ โดยส่วนใหญ่ ที่คลินิกทันตกรรมไทยสไมล์ โดย คุณหมอแนน
จัดฟันเหล็กจัดฟันbracket
ขั้นตอนการจัดฟันที่คลินิกทันตกรรมไทยสไมล์

1. รับการตรวจ รับคำปรึกษา และวางแผนการรักษาเบื้องต้น กับ คุณหมอแนน
: โทรนัดหมาย เพื่อเข้ามารับการตรวจและรับคำปรึกษา  ได้ที่เบอร์ 092-6959-992 นะคะ   ค่าตรวจ วางแผนการรักษาเบื้องต้น และรับคำปรึกษา 300 บาท ค่ะ และคนไข้จะได้รับคืนเป็นส่วนลด หากเริ่มการรักษาภายใน 30 วัน หลังรับการตรวจและรับคำปรึกษา ค่ะ

2. เตรียมช่องปาก : ผู้ป่วยทุกคนที่ต้องการจะรับการจัดฟัน จะต้องเข้ารับการตรวจประเมินจากทันตแพทย์ทั่วไปประจำคลินิกทันตกรรมไทยสไมล์  หลังจากเข้ารับการตรวจประเมินสุขภาพช่องปากแล้ว ผู้ป้วยจะต้องเข้ารับการเตรียมช่องปาก จากทันตแพทย์ทั่วไป ประจำคลินิกทันตกรรมไทยสไมล์ให้เรียบร้อย จึงจะสามารถติดเครื่องมือจัดฟันได้

การเตรียมช่องปาก
ได้แก่
  • ขูดหินปูน ทำความสะอาดฟัน (1,250-1,750 บาท ขึ้นอยู่กับปริมาณหินปูน)
  • อุดฟันซี่ที่ผุ ( ปกติราคาด้านละ 800 บาท และ สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาท ต่อ ซี่ ขึ้นอยู่กับขนาดของโพรงฟัน
        แต่โดยเฉลี่ยแล้ว คลินิกทันตกรรมไทยสไมล์ คิดค่ารักษาในการอุดฟันซี่ละไม่เกิน 1,500 บาท )
  • เปลี่ยนวัสดุอุดโลหะ เป็นวัสดุอุดสีเหมือนฟัน ในบริเวณที่จะติดเครื่องมือจัดฟัน
  • อื่นๆ ตามความจำเป็น โดยทันตแพทย์ผู้ตรวจจะแจ้งให้ทราบในขั้นตอนการตรวจประเมิน                               
*** ผู้ป่วยจะยังไม่ได้รับการถอนฟัน ในขั้นตอนนี้ การถอนฟันจะกระทำหลังจากผู้ป่วยได้รับการตรวจประเมินจากทันแพทย์ที่ให้การรักษาด้านทันตกรรมจัดฟันแล้วเท่านั้น***

3. ครั้งแรกของการจัดฟัน (วันที่มาติดเครื่องมือจัดฟัน)
เมื่อเริ่มเข้าสู่กระบวนการจัดฟัน ในครั้งแรกของการรักษา (วันที่มาติดเครื่องมือจัดฟัน ครั้งแรก) หมอจะให้การรักษาต่างๆ ดังนี้ ค่ะ

  • ถ่ายภาพรังสี : ผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการถ่ายภาพรังสี 2 -3 ภาพ คือ
    • ภาพรังสีพานอรามิก ( Standard Panoramic Rariograph : PA , OPG )
    • ภาพรังสีกะโหลกศรีษะด้านข้าง (Lateral Cephalomatric Radiograph : Lat Ceph)
    • ภาพรังสีกะโหลกศรีษะในแนวหลัง-หน้า (Postero-Anterior Cephalomatric Radiograph : PA Ceph.)
    • ภาพรังสีกระดูกข้อมือ (Hand wrist x-ray) เพื่อตรวจสอบการเจิรญเติบโตกรณีผู้ป่วยมีอายุน้อยกว่า 18 ปี
    • ภาพรังสีรอบปลายราก (Periapical x-ray) เพื่อตรวจสอบรอยโรค หรือตรวจสุขภาพรอบซี่ฟันอย่างละเอียดในการณีที่สงสัยว่ามีความผิดปกติ
    • ภาพรังสีฟันขณะกัด (Bite Wing x-ray) เพื่อตรวจสอบฟันผุระหว่างซอกฟัน อย่างละเอียด
*** ในกรณีทั่วไป ให้ผู้ป่วยถ่ายภาพรังสีเฉพาะ A. และ B. เท่านั้น บางกรณีที่ทันตแพทย์ผู้ให้การรักษาต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือต้องการภาพถ่ายรังสีแบบอื่นๆ ทันตแพทย์จะแจ้งให้ผู้ป่วยเข้ารับการถ่ายภาพรังสีเพิ่มเติมในภายหลัง***
*** ในระหว่างการจัดฟัน เพื่อตรวจสอบความคืบหน้าของการจัดฟัน และความเหมาะสมของตำแหน่งฟัน ทันตแพทย์อาจขอให้ผู้ป่วยเข้ารับการถ่ายภาพรังสีเพิ่มเติมได้ เช่น ถ่ายภาพรังสีพานอรามิกส์ เพื่อตรวจสอบความขนานของรากฟันก่อนการดึงฟันให้ชิดกัน เป็นต้น ***
  • พิมพ์ปากพิมพ์ฟัน : เพื่อทำแบบจำลองฟัน
  • ติดเครื่องมือจัดฟัน : หลังจากที่ผู้ป่วยได้รับการเตรียมช่องปาก และถ่ายภาพรังสี เรียบร้อยแล้ว ผู้ป่วยสามารถนัดหมายเพื่อติดเครื่องมือจัดฟันได้ตามความสะดวก โดยในการติดเครื่องมือจัดฟันนั้น ทันตแพทย์จัดฟันมักจะติดเครื่องมือในฟันบน หรือ ฟันล่าง เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งก่อน แล้วจึงติดเครื่องมือจัดฟันส่วนที่เหลือในเดือนต่อมาหรือหลังจากนั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแผนการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคล
  • ให้คำแนะนำ และ สอนคนไข้ทำความสะอาดฟัน
4. ปรับเครื่องมือจัดฟัน : ผู้ป่วยจะต้องมารับการปรับเครื่องมือจากทันตแพทย์จัดฟันเป็นประจำทุกเดือน จนกว่าจะเสร็จสิ้นการรักษา โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 18-36 เดือน แต่ทั้งนี้ ในผู้ป่วยบางรายอาจจะใช้เวลามาก หรือ น้อยกว่าได้ ความร่วมมือในการมาพบทันตแพทย์จัดฟันอย่างสม่ำเสมอของผู้ป่วย ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จในการรักษา และระยะเวลาในการรักษา

5. ถอดเครื่องมือจัดฟัน (เสร็จสิ้นการรักษา): หลังจากเสร็จสิ้นการรักษาแล้ว ผู้ป่วยจะได้รับการถอดเครื่องมือจัดฟันที่ติดอยู่บนผิวฟันออก และทำการขัดทำความสะอาดผิวฟัน และพิมพ์ปากเพื่อทำแบบจำลองสำหรับเครื่องมือคงสภาพฟันหลังการจัดฟัน (Orthodontic Retainer : รีเทนเนอร์)

6. ใ ส่เครื่องมือคงสภาพหลังการจัดฟัน
: หลังจากเสร็จสิ้นการจัดฟัน ผู้ป่วยจะต้องใส่เครื่องมือคงสภาพหลังการจัดฟัน ซึ่งจะถูกทำขึ้นหลังจากถอดเครื่องมือจัดฟันเรียบร้อยแล้ว เครื่องมือคงสภาพหลังการจัดฟัน (Retainer) นี้ ผู้ป่วยจะต้องใส่เครื่องมือตามคำแนะนำของทันตแพทย์จัดฟันอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการเคลื่อนตัวกลับสู่ตำแหน่งเดิมของฟัน ราคาเครื่องมือคงสภาพฟันหลังการจัดฟัน ชิ้นละ 3,500 บาท หรือ 6,000 บาท สำหรับ 2 ชิ้น แต่สำหรับผู้ที่รับการจัดฟันกับคลินิกทันตกรรมไทยสไมล์ คู่แรกที่ทำหลังจากจัดฟันเสร็จ ผู้ป่วยจะได้รับฟรี
ระยะเวลาในการจัดฟัน
ระยะเวลาที่ใช้ในการจัดฟัน จะแตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับ
  • อายุของผู้ป่วย (ผู้ป่วยที่อายุมาก ก็จะใช้เวลาในการรักษามากขึ้นด้วย)
  • ความสม่ำเสมอในการมารับการรักษา
  • ชนิดของเครื่องมือการจัดฟัน
  • ความซับซ้อนของการรักษา และความรุนแรงของความปกติของการสบฟัน
                โดยทั่วไป การจัดฟันจะใช้เวลา 18-36 เดือน แต่สำหรับผู้ป่วยบางรายก็อาจจะใช้เวลามาก หรือน้อยกว่านี้ได้ โดยปกติ คลินิกทันตกรรมไทยสไมล์จะทำการนัดหมายให้ผู้ป่วยมาพบทันตแพทย์จัดฟันเป็นประจำทุกเดือน เดือนละ 1 ครั้ง หรือมากกว่า ผู้ป่วยท่านใด ที่ไม่สามารถมารับการรักษาได้อย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่อง ถือเป็นข้อจำกัดในการเข้ารับการรักษาโดยการจัดฟัน
ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่มารับการรักษา ติดต่อกันมากกว่า 90 วัน โดยไม่มีการแจ้งให้พนักงานคลินิกทันตกรรมไทยสไมล์ หรือทันตแพทย์ทราบ ทางคลินิกทันตกรรมไทยสไมล์ ขอสงวนสิทธ์ในการยุติการให้ความรับผิดชอบต่อการรักษาแก่ผู้ป่วย โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบ และผู้ป่วยจะไม่ได้รับคืนค่ารักษาที่ชำระแล้ว และในกรณีที่ผู้ป่วยจะขอรับการรักษาต่อ ผู้ป่วยจะเสมือนเริ่มกระบวนการในการรักษาใหม่ และการเก็บค่ารักษาก็จะเริ่มต้นใหม่ด้วยเช่นกัน
ผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ หรืออาการแทรกซ้อน ที่อาจเกิดขึ้นได้จากการจัดฟัน
เช่นกันการรักษาทางทันตกรรมโดยทั่วไป การรักษาทางทันตกรรมจัดฟันนั้น ก็มีความเสี่ยง หรือโอกาส ที่จะก่อให้เกิดความไม่สะดวกสบาย ความเจ็บปวด หรือ อันตรายต่อฟัน และอวัยวะรอบๆ ฟัน หรือ อวัยวะที่เกี่ยวข้องได้เช่นกัน เอกสารฉบับนี้ เป็นเอกสารเพื่อแจ้งให้ผู้เข้ารับการรักษา(ผู้ป่วย) ผู้ปกครอง หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่จะเข้ารับการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน ได้รับทราบ และทำความเข้าใจ เกี่ยวกับอาการโดยทั่วไปที่เกิดขึ้นจากการจัดฟัน ข้อจำกัด ความเสี่ยง ภาวะแทรกซ้อน หรือ สิ่งไม่พึงประสงค์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ หรือเกิดขึ้นโดยทั่วไป จากการเข้ารับการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน

1. การละลายของรากฟัน : คือการที่ผิวรากฟันละลาย ทำให้ผิวรากฟันบางลง รากฟันสั้นลง เนื่องจากยังไม่มีวิธีการหรือกระบวนการในการตรวจประเมิน ว่าผู้ป่วยรายใด มีความเสี่ยงในการเกิดการละลายของรากฟัน การถ่ายภาพรังสีระหว่างการรักษาเพื่อประเมินจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ  (โดยทั่วไป ทันตแพทย์ผู้ให้การรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน จะแนะนำให้ผู้ป่วยเข้ารับการถ่ายภาพรังสี เพื่อตรวจประเมินสิ่งที่เกี่ยวข้อง ทุกๆ 6-18 เดือน ในระหว่างการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน) ในกรณีที่ผู้ป่วยที่มารับการรักษาไม่สม่ำเสมอ อาจจะทำให้การตรวจพบการละลายของรากฟันช้าหรือสายเกินไป การเข้ารับการรักษาอย่างสม่ำเสมอ ให้ความร่วมมือในการรักษา และปฏิบัติตามคำแนะนำของทันตแพทย์อย่างอย่างเหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยง หรือโอกาสในการเกิดความเสียหายต่อรากฟัน หรือจำกัดความเสียหายต่อรากฟันให้เกิดขึ้นน้อยที่สุดได้ แต่โดยทั่วไปแล้ว พบภาวะแทรกซ้อนนี้น้อย

2. การละลายของกระดูกรองรับฟัน : คือการที่กระดูกที่รองรับฟันละลาย ทำให้กระดูกที่รองรับฟันมีขนาดเล็กลง หรือมีระดับความสูงน้อยลงเมื่อเทียบกับผิวรากฟัน เนื่องจากยังไม่มีวิธีการหรือกระบวนการในการตรวจประเมิน ว่าผู้ป่วยรายใด มีความเสี่ยงในการเกิดการละลายของกระดูกรองรับฟัน การถ่ายภาพรังสีระหว่างการรักษาเพื่อประเมินจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ  (โดยทั่วไป ทันตแพทย์ผู้ให้การรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน จะแนะนำให้ผู้ป่วยเข้ารับการถ่ายภาพรังสี เพื่อตรวจประเมินสิ่งที่เกี่ยวข้อง ทุกๆ 6-18 เดือน ในระหว่างการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน) ในกรณีที่ผู้ป่วยที่มารับการรักษาไม่สม่ำเสมอ อาจจะทำให้การตรวจพบการละลายของรากฟันช้าหรือสายเกินไป การเข้ารับการรักษาอย่างสม่ำเสมอ ให้ความร่วมมือในการรักษา และปฏิบัติตามคำแนะนำของทันตแพทย์อย่างอย่างเหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยง หรือโอกาสในการเกิดความเสียหายต่อกระดูกรองรับฟัน หรือจำกัดความเสียหายให้เกิดขึ้นน้อยที่สุดได้

3. การสูญเสียฟัน : การรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน ที่มีเครื่องมือติดอยู่ภายในช่องปาก หรือบนผิวฟันนั้น ทำให้ความสามารถในการทำความสะอาดช่องปาก เหงือก และฟัน ของผู้ป่วยลดลง ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถดูแลความสะอาดฟัน และเหงือก หรือรักษาอนามัยของช่องปากได้ดีเพียงพอ จะทำให้เกิดเหงือกอักเสบ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการละลายของกระดูกที่รองรับฟันด้วย ในกรณีที่เกิดเกิดอักเสบอย่างรุนแรงของเหงือก อวัยวะที่รองรับฟัน และกระดูกที่รองรับฟัน กรณีที่เลวร้ายที่สุด อาจทำให้ผู้ป่วยต้องสูญเสียฟันได้ ดังเช่นนั้นแล้ว เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าวนี้ ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน จึงควรใส่ใจ ดูแล รักษา ความสะอาดของฟัน เหงือก และช่องปาก เป็นอย่างดี และเข้ารับการขูดหินปูน และดูแลอนามัยช่องปากโดยทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ (โดยทั่วไปแนะนำให้ผู้ป่วยเข้ารับการขูดหินปูนทุกๆ 6-12 เดือน ทั้งขึ้นขึ้นอยู่กับอนามัยช่องปากของผู้ป่วยด้วย)

4. เหงือกร่น : การเคลื่อนฟันในทางทันตกรรมจัดฟันนั้น บางครั้งอาจจะก่อให้เกิดการร่นระดับของเหงือกลงได้ และในกรณีที่ผู้ป่วยดูแลอนามัยช่องปากได้ไม่ดีเพียงพอ อาจจะทำให้มีโอกาส หรือความเสี่ยง ในการมีเหงือกร่น มากยิ่งขึ้น ในผู้ป่วยที่มีเหงือกร่นมากจนเกินไป อาจต้องทำศัลยกรรมปลูกเหงือกหลังการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน
5. การสูญเสียแร่ธาตุของฟัน หรือ การมีฟันผุ : การบริโภคอาหารบ่อยครั้งจนเกินไป การมีพฤติกรรมกินจุบจิบ (กินอาหารบ่อยๆ) การบริโภคอาหารหวาน หรือเครื่องดื่มอัดลมเป็นประจำ และการดูแลอนามัยช่องปากที่ไม่ดีเพียงพอ เป็นเหตุให้เกิดการสูญเสียแร่ธาตุของฟัน หรือเกิดฟันผุได้ ซึ่งจะพบเห็นเป็นรอยผุ ทั้งชนิดสีขาวขุ่น สีน้ำตาล หรือ สีดำ บนตัวฟัน ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด คือมีฟันผุทะลุประสาทฟัน และรอยผุเหล่านี้จะเกิดขึ้นอย่างถาวร ซึ่งอาจจำเป็นต้องได้รับการบูรณะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค แต่หากผู้ป่วยสามารถดูแลอนามัยช่องปากได้ดี ก็มักจะไม่พบปัญหาดังกล่าวนี้

6. ไม่สามารถแก้ไขความผิดปกติของการสบฟันได้ทั้งหมด : การรักษาทางทันตกรรมจัดฟันนั้น ก็เช่นกันกับการรักษาทางการแพทย์อื่น คือไม่สามารถพยากรณ์ผลการรักษาได้ 100% อีกทั้งการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันยังต้องการความร่วมมือในการรักษาจากผู้ป่วยเป็นอย่างมากอีกด้วย ดังเช่นนั้นแล้วผู้ป่วยที่ให้ความร่วมมือในการมารับการรักษา และปฏิบัติตามคำแนะนำของทันตแพทย์ผู้ให้การรักษา ก็มีส่วนที่จะประสบความสำเร็จในการรักษา มากกว่าผู้ป่วยที่ไม่ให้ความร่วมมือ

7.มุมหรือการเอียงตัวของฟันหน้าไม่เป็นไปตามที่คาดหวังหรือต้องการ : การจัดฟันนั้น เป็นการรักษาทางทันตกรรมที่ซับซ้อน และเกี่ยวข้องกับอวัยวะหลายอย่าง ได้แก่ ฟัน เหงือก กระดูกรองรับฟัน กล้ามเนื้อบดเคี้ยว ระบบข้อต่อขากรรไกร เป็นต้น ดังนั้นแล้วการเคลื่อนฟันให้อยู่ในตำแหน่งหรือการเอียงตัวที่เหมาะสม หรือที่คาดหวังไว้ อาจจะพบอุปสรรคจากแรงต้านของกระดูก และอื่นๆ ทำให้ไม่สามารถจัดเรียงฟันให้อยู่ในลักษณะที่ต้องการได้

8. มีความผิดปกติของระบบข้อต่อขากรรไกร (Temporomandibular disorder) : ผู้ป่วยบางราย อาจมีความผิดปกติของระบบข้อต่อขากรรไกรก่อนเข้ารับการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน แต่ไม่แสดงความผิดปกติหรืออาการให้เห็น ในการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน ผู้ป่วยอาจพบว่ามีอาการเจ็บบริเวณข้อต่อขากรรไกร เจ็บบริเวณหน้าหู หรือกล้ามเนื้อบดเคี้ยว ได้ ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน
9. มีความจำเป็นต้องรับการรักษาซ้ำ : ในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันตั้งแต่อายุน้อย หรือในขณะที่ร่างกายยังมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วอยู่ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อายุน้อยกว่า 18 ปี) อาจพบว่ามีลักษณะการสบฟันที่ผิดปกติ หรือมีความจำเป็นต้องรับการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันอีกครั้งได้

10. ช่องระหว่างฟันเปิดหลังจากการจัดฟัน (ฟันไม่ชิดแน่น) : ในผู้ป่วยบางราย ในระหว่างการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน อาจต้องมีการแยกฟันให้ห่างออกจากกันในระยะแรกของการรักษา และทันตแพทย์ผู้ให้การรักษาจะทำการปิดช่องห่างเหล่านี้ในระยะต่อมา หรือระยะสุดท้ายของการรักษา อีกทั้งหลังเสร็จสิ้นการรักษา โดยธรรมชาติของฟัน ฟันจะเคลื่อนปิดช่องห่างบางช่องเอง แต่ในผู้ป่วยบางรายช่องห่างระหว่างฟันอาจไม่สามารถปิดได้สนิท (ฟันไม่ชิดกันแน่น) ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการมีเศษอาหารติดระหว่างซอกฟันได้ ในกรณีเช่นนี้อาจแก้ไขได้โดยการอุดปิดช่องว่างฟันห่าง ทำครอบฟัน หรือไม่จำเป็นต้องแก้ไขก็ได้ ทั้งนี้ผู้ป่วยจะต้องทำความสะอาด และดูแลอนามัยช่องปากให้เป็นอย่างดีอยู่เสมอ

11. การทำศัลยกรรม : การผ่าตัดหรือทำศัลยกรรมกระดูกขากรรไกร อาจมีความจำเป็นสำหรับการแก้ไขความผิกปกติของการสบฟันในผู้ป่วยบางราย เช่น การถอนฟัน การฝังหมุดยึด การทำศัลยกรรมเหงือก การทำศัลยกรรมขยาย หรือลดขนาดกระดูกขากรรไกร หรือแม้กระทั่งการทำศัลยกรรมใหญ่ในการตัดแต่ง หรือจัดตำแหน่งใหม่ของกระดูกขากรรไกร ความเสี่ยงหรือภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ จากการทำศัลยกรรม ได้แก่ เลือดออกมากว่าปกติ เลือดไหลไม่หยุด เหงือกฉีกขาด เหงือกตาย มีกระดูกโผล่พ้นเหงือก แผลหายช้า เกิดความเสียหายต่อฟันระหว่างการทำศัลยกรรมในช่องปาก เกิดความเสียหายต่อเส้นประสาทที่เกี่ยวข้อง ฟันตาย เป็นต้น

12. การเปลี่ยนแปลงแผนการรักษา : เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่เป็นประโยชน์ และความพึงพอใจอย่างสูงสุดของผู้ป่วย การวางแผนการรักษาจะกระทำอย่างรอบคอบก่อนเริ่มต้นการรักษา ทั้งนี้ในระหว่างการรักษาทันตแพทย์อาจมีความจำเป็นจะต้องเปลี่ยนแผนการรักษา ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม เช่น การรักษาในระยะที่ผ่านมาได้ผลไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ผู้ป่วยมารับการรักษาอย่างไม่สม่ำเสมอ เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ไม่คาดคิดขึ้น ผู้ป่วยเปลี่ยนความคาดหวังหรือความต้องการของต้นเองไปจากเดิมที่เคยแจ้งไว้ก่อนการรักษา เป็นต้น ทั้งนี้หากแผนการรักษาต้องมีการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากการขาดความร่วมมือในการมารับการรักษาของผู้ป่วย หรือการเปลี่ยนความคาดหวังในผลการรักษาของผู้ป่วย ทันตแพทย์สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบ หรืออาจมีการเรียกเก็บค่ารักษาเพิ่มเติมได้

13. การคืนสภาพของฟันและกระดูกขากรรไกรหลังการจัดฟัน (Relapse) : หลังการจัดฟันเสร็จสิ้นและผู้ป่วยได้รับการถอดเครื่องมือจัดฟันชนิดติดแน่นออกจากฟันแล้วนั้น ฟันที่ผ่านการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน มีโอกาสที่จะเคลื่อนตัวคืนสภาพ หรือ เปลี่ยนแปลงตำแหน่งไปจากตำแหน่งสุดท้ายก่อนถอดเครื่องมือจัดฟันชนิดติดแน่นได้ มากน้อยแตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคล และแต่ละแผนการรักษาที่ผู้ป่วยเลือกในการรับการรักษา (โดยมากแล้วผู้ป่วยที่เลือกแผนการรักษาในการจัดฟัน ร่วมกับถอนฟันมีแนวโน้มที่จะเกิดการคืนสภาพสูงกว่าผู้ที่จัดฟันโดยไม่ถอนฟัน) หลังถอดเครื่องมือจัดฟันชนิดติดแน่น หรือ เสร็จการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันแล้ว ทันตแพทย์ผู้ให้การรักษาไม่สามารถให้ความรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นภายหลังจากถอดเครื่องมือจัดฟันแล้วได้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับฟัน กระดูกขากรรไกร รวมที่การคืนสภาพของฟันผู้ป่วย อยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของทันตแพทย์ผู้ให้การรักษา ผู้ป่วยมีหน้าที่ในการให้ความร่วมมือในการใส่เครื่องมือคงสภาพฟันหลังการจัดฟัน (รีเทนเนอร์ | Retainer) ตามคำแนะนำของทันตแพทย์ผู้ให้การรักษา อย่างเคร่งครัด เพื่อประโยชน์ในการคงสภาพฟันของผู้ป่วยเอง ดังนี้

การใส่เครื่องมือคงสภาพฟันหลังการจัดฟัน หรือ รีเทนเนอร์ (Retainer) : หลังจากการจัดฟันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทันตแพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยจัดฟันทุกคน ใส่เครื่องมือคงสภาพฟันหลังการจัดฟัน หรือ รีเทนเนอร์ (retainer) เครื่องมือนี้ จะเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยคงสภาพ หรือคงตำแหน่งของฟันหลังจากการจัดฟันไม่ให้เคลื่อนไปจากตำแหน่งสุดท้ายที่จัดไว้ ผู้ป่วยควรจะได้รับรีเทนเนอร์ภายใน 1 สัปดาห์หลังถอดเครื่องมือจัดฟันที่ติดอยู่บนผิวฟันออก และหลังจากผู้ป่วยได้รับรีเทนเนอร์แล้ว ควรจะใส่รีเทนเนอร์ให้ได้มากที่สุด หรือ นานที่สุด โดยทั่วไป คลินิกทันตกรรมไทยสไมล์ โดยคุณหมอแนน จะแนะนำให้ใส่รีเทนเนอร์ ดังนี้

1 เดือนแรก : ใส่ตลอดเวลา ถอดออกเฉพาะเมื่อผู้ป่วยจะทำความสะอาดฟัน หรือรับประทานอาหาร และควรหลีกเลี่ยงการเคี้ยวอาหารเหนียวหรือแข็งหรืออาหารที่ต้องใช้แรงในการบดเคี้ยวมาก
เดือนที่ 2-6 : ถ้าทำได้ ให้ใส่รีเทนเนอร์ตลอดเวลา และปฏิบัติเช่นเดียวกับสิ่งที่ควรปฏิบัติหลังการถอดเครื่องมือจัดฟันในเดือนแรก หากไม่สามารถทำได้ จะต้องใส่รีเทนเนอร์อย่างน้อย วันละ 12 ชั่วโมง

หลังจากเดือนที่ 6 : ใส่รีเทนเนอร์เฉพาะเวลานอน หรืออย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง และควรที่จะใส่ไปตลอดชีวิต เพื่อป้องกันการเคลื่อนตำแหน่งของฟัน

14. การเกิดเนื้องอก มะเร็ง หรือ โรคอื่นๆ ของผู้ป่วย : ดังที่ทราบกันดีตามข้อมูล ณ ปัจจุบัน ว่า การจัดฟัน นั้น เป็นการรักษาที่มีความปลอดภัยในระดับที่ยอมรับได้ ไม่ได้มีผลให้เกิดการบิดเบี้ยวของปาก คาง จมูก หรือ ใบหน้า และไม่ได้มีผลให้หูหนวก ตาบอด หรือ เกิดความผิดปกติของระบบประสาท หรือ ก่อให้เกิดโรคทางระบบใดๆ ต่อร่างกายผู้ป่วย แต่ทั้งนี้ ในผู้ป่วยบางราย อาจมีการตอบสนองต่อการมีสิ่งแปลกปลอมในช่องปาก หรือ มีการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีต่างๆ (ได้แก่ ฮอร์โมน สารสื่อประสาทต่างๆ สารเคมีตามธรรมชาติที่ร่างกายมนุษย์สร้างขึ้น) ที่เปลี่ยนแปลงไปในร่างกายซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับการจัดฟัน อาจส่งผลให้ผู้ป่วยบางราย มีการตอบสนองที่ผิดปกติ เช่น มีเนื้องอก หรือ มะเร็งในช่องปาก ได้
ความผิดปกติของระบบอื่นๆ เช่น การเป็นเบาหวาน โรคความดัน โรคเก๊าท์ โรคไต โรคของระบบฮอร์โมนต่าง หรือ ความผิดปกติอื่นๆ ในร่างกาย นั้น ยังไม่มีรายงานทางวิชาการใด บ่งชี้ว่า การจัดฟัน ส่งผลให้เกิดความผิดปกติ ดังกล่าวข้างต้นนี้ ทั้งนี้ การเกิดความผิดปกติต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นนี้ อยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของทันตแพทย์ผู้ให้การรักษา ไม่สามารถพยากรณ์ได้ และ อยู่นอกเหนือการควบคุมของทันตแพทย์ผู้ให้การรักษา หากผู้ป่วยตัดสินใจเข้ารับการรักษาแล้ว และพบว่า มีความผิดปกติเกิดขึ้น และต้องการจะยุติการรักษา ผู้ป่วยสามารถแจ้งทันตแพทย์ผู้ให้การรักษา เพื่อขอยุติการรักษาได้เสมอ และทันตแพทย์ผู้ให้การรักษา ไม่สามารถให้ความรับผิดชอบใดๆ นอกเหนือจากการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันได้ เพราะสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้นี้ อยู่นอกเหนือขอบเขตที่ทันตแพทย์ผู้ให้การรักษาจะควบคุมได้
ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยที่กำลังรับการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน
1. มาพบทันตแพทย์ผู้ให้การรักษาตามนัด และปฏิบัติตามคำแนะนำของทันตแพทย์ผู้ให้การรักษาอย่างเคร่งครัด
ความสำเร็จในการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันส่วนหนึ่งมาจากความร่วมมือในการมารับการรักษาและการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยด้วย ผู้ที่มาพบทันตแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างสม่ำเสมอ ดูแลอนามัยช่องปากได้ดี หลีกเลี่ยงการเคี้ยวอาหารเหนียว หรือแข็ง และให้ความร่วมมือในการใส่ยางดึงฟัน หรือปฏิบัติตามคำแนะนำอื่นๆ ที่ทันตแพทย์ผู้ให้การรักษาให้ไว้เป็นอย่างดี มีโอกาสที่จะมีความราบรื่น และประสบความสำเร็จในการรักษาสูงกว่า ผู้ที่ให้ความร่วมมือต่ำ2. ดูแลอนามัยช่องปากให้ดีกว่าบุคคลทั่วไป
ในขณะที่ผู้ป่วยอยู่ในระหว่างกระบวนการในการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันอยู่นั้น ในช่องปากของผู้ป่วยจะมีเครื่องมือจัดฟันติดอยู่ในช่องปากมากมาย ซึ่งทำให้มีความยากลำบากในการทำความสะอาดฟัน อีกทั้งเครื่องมือจัดฟันเอง ก็สามารถเป็นแหล่งสะสมของเชื้อจุลินทรีย์ที่จะก่อให้เกิดโรคในช่องปากได้ ดังเช่นนั้นแล้ว เพื่อป้องกันการก่อตัวของแผ่นคราบจุลินทรีย์ ซึ่งจะก่อนให้เกิดหินปูน และฟันผุ ได้นั้น ผู้ที่อยู่ระหว่างการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน จึงควรหมั่นแปรง และทำความสะอาดฟันและช่องปาก ให้สะอาดอยู่เสมอ
ผู้ที่มารับการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน ที่คลินิกทันตกรรมไทยสไมล์ทุกท่าน จะได้รับเอกสารคำแนะนำวิธีการในการดูแลอนามัยช่องปาก ในวันที่มารับการติดเครื่องมือจัดฟันในครั้งแรก3. งด หรือ หลีกเลี่ยง การรับประทานอาหารชิ้นใหญ่ เคี้ยว หรือ กัดอาหารเหนียว หรือแข็ง
การกัดอาหารแข็งๆ อาหารชิ้นใหญ่ หรือสิ่งของต่างๆ อย่างไม่ระมัดระวัง อาจจะทำให้อาหาร หรือสิ่งต่างๆ ที่กัดนั้น ไปดัน กด หรือกระแทกเครื่องมือจัดฟันที่ติดอยู่บนฟันให้หลุดออกจากฟันได้ ซึ่งผลเสียจากการที่เครื่องมือจัดฟันหลุดออกจากผิวฟัน เช่นต้องใช้ระยะเวลาในการรักษานานขึ้น เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการติดเครื่องมือกลับคืน เครื่องมือที่หลุดอาจจะก่อให้เกิดบาดแผลต่อเนื้อเยื่ออ่อนภายในช่องปากได้ เป็นตั้น ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรมีความระมัดระวังในการรับประทานอาหาร หรือการใช้ฟันกัดสิ่งของต่างๆ เป็นอย่างมาก ควรรับประทานอาหารอ่อน ที่ไม่จำเป็นต้องใช้แรงบดเคี้ยวมาก ตัดอาหารเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนรับประทาน เช่น ผลไม้ ควรตัดให้เป็นชิ้นเล็กๆ ( คำว่าเล็กในที่นี้ หมายความว่า เล็กกว่าขนาดของด้านสบของฟันที่ใช้บดเคี้ยว )
4. นำเอกสาร-คู่มือ ที่ได้รับจากคลินิกมาด้วยทุกครั้งที่มารับการรักษา
5. จดจำชื่อทันตแพทย์ผู้ให้การรักษา
6. หากมีการเปลี่ยนแปลงเบอร์โทรศัพท์ หรือที่อยู่ ควรแจ้งให้บุคลากรคลินิกทันตกรรมไทยสไมล์ทราบ
7. ในกรณีที่ไม่สามารถมารับการรักษาได้อย่างต่อเนื่อง ควรแจ้งให้บุคลากรคลินิกทันตกรรมไทยสไมล์ทราบ
8. กรณีมีคำถาม ข้อสงสัย ที่เกี่ยวข้องกับการรักษา ผู้ป่วยควรสอบถามจากทันตแพทย์ผู้ให้การรักษาโดยตรงในวันที่มารับการรักษา
คำแนะนำสำหรับผู้ที่เริ่มการรักษา “จัดฟัน”
คำแนะนำสำหรับผู้ที่เริ่มการรักษา “จัดฟัน”
คุณหมอแนน ปิทิพงษ์ ศรีไชยโยรักษ์ คลินิกทันตกรรมไทยสไมล์
โทร. 092-6959-992

การจัดฟัน ไม่ใช่การดัดให้ฟันโค้งงอ การจัดฟัน คือ การเคลื่อนฟันทั้งซี่ไปตามกระดูกขากรรไกร โดยใช้แรงดีด ของลวด แรงดึงของยาง โดยมีร่องของแบร็คเก็ตเป็นแนวนำทาง และมีทันตแพทย์ผู้ให้การรักษา เป็นผู้วางแผนและกำหนดทิศทางการเคลื่อนฟัน ในการจัดฟัน ฟันจะได้รับแรงดึง ดัน บิด เพื่อให้ฟันเคลื่อนไปตามกระดูกที่รองรับฟัน จึงมีความเป็นไปได้ ที่คนไข้จะรู้สึกปวดฟัน เสียวฟัน เจ็บภายในเหงือก หรือ เจ็บเมื่อกัดฟัน และจะพบว่าฟันโยกเล็กน้อย อาการเหล่านี้จะพบมากน้อยแตกต่างกันไป ขึ้นกับฟันแต่ละซี่และขึ้นกับแต่ละบุคคล ขอให้คนไข้อดทน กรณีที่มีอาการปวดมากจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ คนไข้สามารถรับประทานยาแก้ปวด เพื่อบรรเทาอาการปวดได้ แต่หากหลีกเลี่ยงได้ ไม่ควรรับประทานยา และ ขอให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงการกัดฟันแรงๆ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ต้องเคี้ยวมากๆ หรือ ต้องกัดแรงๆ และ ไม่กัดของแข็ง นะคะ เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อฟัน และ กระดูกรองรับฟัน ค่ะ
การจัดฟัน ฟันจะค่อยๆ เคลื่อนอย่างช้าๆ ทันตแพทย์ผู้ให้การรักษา จะทำการดูแล ควบคุม เพื่อกำหนด หรือ ปรับทิศทางการเคลื่อนของฟันค่ะ ฟันจะค่อยๆ โยก ขยับ เคลื่อนไปอย่างช้าๆ การรักษาโดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 2-4 ปี คนไข้ควรจะต้องมาพบหมอเป็นประจำทุกๆ 4-10 สัปดาห์ ติดต่อกันตั้งแต่เริ่มรับการติดเครื่องมือจัดฟันจนเสร็จสิ้นการรักษา ค่ะ **หากมีความจำเป็นที่คนไข้จะไม่ได้มาพบหมอนานๆ เช่นต้องไปต่างประเทศ หรือ อยู่ไกล ไม่สะดวกมาพบหมอทุกเดือน รบกวนให้แจ้งหมอด้วยนะคะ**
เครื่องมือจัดฟัน ในขั้นพื้นฐาน จะมีลักษณะและส่วนประกอบต่างๆ ดังรูป
จัดฟัน
เหล็กจัดฟัน มีชื่อเรียกว่า แบร็คเก็ต จะมีร่องซึ่งจะเป็นแนวนำทางในการเคลื่อนของฟัน ลวดจัดฟัน จะอยู่ในร่องของแบร็คเก็ต ระยะแรกในการจัดฟัน หมอจะใช้ลวดที่มีแรงดีดเพื่อให้ฟันเคลื่อน คลี่ออกมาเรียงกัน และลวดจัดฟันยังเป็นตัวควบคุมแนวการเรียงตัวของฟันคู่กับแบร็คเก็ตอีกด้วย ยางรัดลวด ยางดึงฟัน มีหน้าที่รัดลวดให้ติดกับแบร็คเก็ต และ/หรือ ดึงฟัน
แบร็คเก็ต จัดฟัน ยึดติดอยู่กับผิวฟัน ด้วยกาวยึด ซึ่งสามารถหลุดออกมาจากฟันได้ หากได้รับการกระแทก ดึง ดัน หรือ รั้ง แรงๆ คนไข้ควรใส่ใจดูแลเครื่องมือจัดฟันเป็นอย่างดี ไม่ควรให้วัตถุใดๆ รวมถึงอาหาร หรือ ฟัน มีการกด กระแทก ดัน หรือ ดึงรั้ง เครื่องมือจัดฟัน ในกรณีเกิดเหตุสุดวิสัย หากเครื่องมือจัดฟันเกิดความเสียหาย หรือ หลุดออกมาจากฟันคนไข้ควรนำแบร็คเก็ตที่หลุดกลับมาด้วย การใช้แบร็คเก็ตชิ้นที่หลุดติดกลับคืนสู่ผิวฟัน คนไข้จะได้รับการติดคืน ฟรี 2 ชิ้น หรือ 2 ครั้ง เพียงเท่านั้น แต่หากเกินกว่านั้น จะมีค่ารักษาเพิ่มเติมในการติดเครื่องมือที่หลุด ชิ้นละ 500 บาท และกรณีที่แบร็คเก็ต หรือ ส่วนของเครื่องมือจัดฟันหายไป หรือ เกิดความเสียหายจนไม่สามารถใช้งานต่อได้ การใช้แบร็คเก็ตชิ้นใหม่ติด หรือ เครื่องมือชิ้นใหม่ มีค่ารักษาเพิ่ม ชิ้นละ 1,000 บาท ดีที่สุด คือ อย่าทำแบร็คเก็ตหลุดออกจากฟันค่ะ กรณีที่เกิดความเสียหายต่อลวดจัดฟัน หรือ สปริงดึงฟัน หากต้องเปลี่ยนลวดใหม่ หรือ ใช้สปริงดึงฟันชิ้นใหม่ ก็จะมีค่ารักษาเพิ่มเติม 500-1,000 บาท ต่อ 1 ชิ้น เช่นกัน ค่ะ

** แผลร้อนใน ** : เครื่องมือจัดฟัน ถือเป็นสิ่งแปลกปลอมอย่างหนึ่งสำหรับช่องปาก ที่ใช้ติดลงไปบนผิวฟัน อาจมีความเป็นไปได้ ที่เครื่องมือจัดฟัน จะก่อให้เกิดการระคายเคืองกระพุ้งแก้ม ริมฝีปาก ลิ้น หรือ เนื้อเยื่ออ่อนภายในช่องปากที่สัมผัสกับเครื่องมือ ซึ่งจะมีแผลร้อนในเกิดขึ้น บริเวณดังกล่าว แผลร้อนในนี้ จะเป็นๆ หายๆ และ ควรจะหายเองภายใน 2 สัปดาห์ ขอให้คนไข้อดทนต่อการระคายเคือง และความเจ็บปวดที่อาจจะเกิดขึ้น หากระคายเคืองมาก จนทนไม่ไหว สามารถใช้ขี้ผึ้งจัดฟัน แปะคลุมเครื่องมือจัดฟัน บริเวณที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองมากๆ ได้ แต่หากทนได้ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ขี้ผึ้ง ** หากขี้ผึ้งจัดฟันหมด คนไข้จัดฟัน คลินิกทันตกรรมไทยสไมล์สามารถขอเพิ่มได้ฟรีตามสมควรค่ะ แต่เราแนะนำให้ใช้เฉพาะจำเป็นเท่านั้น นะคะ ** หากใช้ขี้ผึ้ง ควรแกะขี้ผึ้งออกก่อนรับประทานอาหาร และหากเผลอกลืนเข้าไป ด้วยปริมาณเพียงเล็กน้อย ไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ ค่ะ **

** อาหาร : หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหาร เหนียว แข็ง หรือ อาหารที่บดเคี้ยว ยาก ไปจนกระทั่งจัดฟันเสร็จ อาหารชิ้นใหญ่ให้ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนรับประทาน อาหารเหนียว หรือ แข็ง ที่เคี้ยวยาก ให้หลีกเลี่ยง หรือ ทำให้อ่อนนุ่มก่อน จึงรับประทาน การกัดฟันแรงๆ การเคี้ยวอาหารที่ต้องใช้แรงกัดมาก อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อฟัน และ เกิดความเสียหายของเครื่องมือจัดฟันได้ ค่ะ เพื่อความปลอดภัยของฟัน และ อุปกรณ์จัดฟัน ขอให้คนไข้หลีกเลี่ยงการกัดฟันแรงๆ การกัดหรือเคี้ยว วัตถุต่าง หรืออาหาร ที่มีความเหนียว แข็ง หรือ อาหารที่เคี้ยวยาก อาหารที่ต้องใช้แรงเคี้ยวมาก ไปตลอดจนเสร็จสิ้นการรักษา ค่ะ อาหารชิ้นใหญ่ ให้ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ (เล็กกว่าขนาดฟันหน้าล่าง) อาหารเหนียวแข็งให้ทำให้อ่อนนุ่มก่อน จึงรับประทาน

** รักษาความสะอาดของช่องปาก
: ทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร ผู้ป่วยควรใช้ไม้จิ้มฟัน แคะเอาเศษอาหารออกจากฟัน และ เครื่องมือจัดฟันให้ได้มากที่สุด และ ทำการแปรงฟัน และทำความสะอาดฟันให้ดี อย่าให้มีเศษอาหาร หรือ คราบสิ่งสกปรก ต่างๆ เกาะติดฟัน และเครื่องมือจัดฟัน การแปรงฟันแต่ละครั้ง  ควรใช้เวลา มากกว่า 5 นาที

** ปรับเครื่องมือจัดฟัน
: คนไข้จัดฟัน ควรมาพบทันตแพทย์ผู้ให้การรักษา เดือนละ 1 ครั้ง หรือ ทุกๆ 4-10 สัปดาห์  เพื่อทำการปรับเครื่องมือ (และ/หรือ อาจมีการรักษาอื่นๆ ซึ่งผู้ให้การรักษาจะแจ้งให้คนไข้ทราบล่วงหน้าเสมอ) และเราขอแนะนำให้คนไข้ทุกท่าน ทำการนัดหมายล่วงหน้า ก่อนมารับการรักษา ครั้งต่อไป เพื่อความสะดวกของตัวท่านเอง (คนไข้จะได้ไม่ต้องมานั่งรอรับการรักษานานๆ นะคะ และหากคนไข้นัดไว้ล่วงหน้า และ มารับการรักษาตรงตามนัด คนไข้มั่นใจได้เลยค่ะ ว่าจะได้รับการรักษาอย่างแน่นอน และไม่ต้องรอนานๆ ให้เสียเวลา ค่ะ) หากนัดไว้แล้ว และต้องการเปลี่ยนแปลง นัดหมาย คนไข้สามารถทำได้ค่ะ กรณีทำการเลื่อนนัด หรือ เปลี่ยนแปลงนัด นานกว่า 24 ชั่วโมง ก่อนวันนัด จะไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ค่ะ และ สามารถนัดใหม่ได้ โดยไม่ต้องชำระเงินมัดจำการนัดค่ะ

คลินิกทันตกรรมไทยสไมล์ | Thai Smile Dental Clinic
ทำฟัน จัดฟัน เปิดให้บริการ 13.00 – 19.30 น. เป็นประจำทุกวัน (ยกเว้นวันหยุดที่ได้ประกาศไว้ค่ะ)
Tel. 092-6959-992
www.thaismiledental.com
facebook.com/ThaiSmileDentalClinic
Line ID : Thai-Smile

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการจัดฟัน
(กรุณากดแถบหัวข้อด้านล่างนี้ เพื่อ แสดง/ย่อ ข้อมูล)
สนใจจะจัดฟัน ต้องทำยังไง คะ ?
อย่างแรกเลย หมอแนะนำให้เข้ามาพบหมอ เพื่อรับการตรวจสุขภาพช่องปาก การสบฟัน ตรวจฟัน ทำการวางแผนการรักษาเบื้องต้น และ รับคำปรึกษา โดยตรงที่คลินิกกับหมอก่อน นะคะ
หลังจากคนไข้รับการตรวจและรับคำปรึกษาไปแล้ว จึงค่อยตัดสินใจค่ะ และค่อยนัดมาเริ่มการรักษากันอีกที ปกติแล้ว หลังการตรวจ หากสุขภาพช่องปากคนไข้พร้อม และคนไข้พร้อม ก็สามารถนัดติดเครื่องมือจัดฟัน หรือ เริ่มการรักษาได้เลย ภายใน 1-3 วัน ค่ะ (เว้นแต่จะตรงกับวันหยุดหมอนะคะ)
โทรนัดหมาย เพื่อเข้ามารับการตรวจและรับคำปรึกษา  ได้ที่เบอร์ 092-6959-992 นะคะ
ค่าตรวจ วางแผนการรักษาเบื้องต้น และรับคำปรึกษา 300 บาท ค่ะ และคนไข้จะได้รับคืนเป็นส่วนลด หากเริ่มการรักษาภายใน 30 วัน หลังรับการตรวจและรับคำปรึกษา ค่ะ
เตรียมช่องปาก (เคลียร์ช่องปาก) เท่าไหร่ คะ ?
การเตรียมช่องปาก หรือ เคลียร์ช่องปาก คือ คำง่ายๆ ที่ใช้เรียกการรักษาทางทันตกรรมขั้นพื้นฐานทั่วไป เพื่อให้ช่องปากมีสุขภาพดี ค่ะ ซึ่งก็จะมีหลายการรักษา เช่น อุดฟันที่ผุ ขูดหินปูนเพื่อให้ฟันสะอาดและเพื่อให้เหงือกมีสุขภาพดี การรักษาคลองรากฟัน กรณีมีฟันตายหรือติดเชื้อ และ อื่นๆ อีกมากมาย ค่ะ ซึ่งการรักษาเหล่านี้ แม้แต่ผู้ที่ไม่ต้องเข้ารับการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน ก็จะควรจะต้องรับการรักษาเหล่านี้ด้วยค่ะ
แต่ละท่านจะแตกต่างกันออกไปค่ะ ขึ้นอยู่กับสุขภาพช่องปากของแต่ละบุคคล หมอต้องตรวจสุขภาพช่องปากคนไข้ก่อน จึงจะสามารถบอกได้ค่ะ ว่าแต่ละคน มีฟันผุกี่ซี่ มีหินปูนมากน้อยเพียงใด มีฟันต้องถอนหรือไม่
หลังจากตรวจสุขภาพช่องปากของคนไข้แล้ว หมอถึงจะสามารถวางแผนการรักษา และให้คำแนะนำได้ค่ะ ว่าต้องทำการเตรียมช่องปาก อะไร อย่างไรบ้าง และมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ค่ะ

ที่คลินิกทันตกรรมไทยสไมล์ วันที่คุณผู้ป่วยมาพบหมอวันแรก หมอจะตรวจ และวางแผนการรักษาให้ และแจ้งให้ทราบในวันนั้นค่ะ ว่าต้องรับการรักษาในการเตรียมช่องปากอะไรบ้าง ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ทำตอนไหน อย่างไร ค่ะ
การรักษา บางอย่างอาจจำเป็นต้องทำก่อนเริ่มการจัดฟัน บางอย่างทำไปพร้อมๆ การจัดฟันได้ค่ะ

อัตราค่ารักษาทางทันตกรรมพื้นฐาน คลินิกทันตกรรมไทยสไมล์**

ตรวจสุขภาพช่องปาก และรับคำปรึกษา : มีค่าตรวจ และรับคำปรึกษา ที่ใช้ระยะเวลาไม่เกิน 20 นาที คิดค่าบริการ 300 บาท ค่ะ และ กรณีที่ท่านผู้ป่วย มาเข้ารับบริการใดๆ ก็ตาม ที่มีค่ารักษาเกินกว่า 3,000 บาท ภายในช่วงเวลา 1 เดือน หลังรับการตรวจ ค่าตรวจสุขภาพช่องปากนี้ ท่านจะได้รับคืนเป็นส่วนลดของค่ารักษา ค่ะ

ขูดหินปูน และขัดฟัน : ประมาณ 2,000 - 3,000 บาท ค่ะ มาก น้อย ขึ้นกับปริมาณหินปูนที่คนไข้มี ใช้เวลา ประมาณ 1 ชั่วโมงค่ะ

อุดฟัน - เริ่มต้นที่ 1,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 4,000 บาท ต่อ ซี่ ค่ะ ขึ้นอยู่กับขนาดของโพรงฟันที่ต้องอุด ตำแหน่งการเข้าทำการอุด ความยากง่าย ในการอุด และ ระยะเวลา และ อุปกรณ์ที่ต้องใช้ ค่ะ วันที่คนไข้มารับการตรวจและรับคำปรึกษา หมอจะทำการตรวจ และแจ้งให้ทราบ ว่ามีฟันซี่ใด บริเวณใด ที่ต้องทำการอุดบ้าง และแจ้งค่าใช้จ่าย ค่ะ
ซึ่งคนไข้สามารถรับการอุดฟันได้ที่คลินิกทันตกรรมไทยสไมล์ หรือ สถานบริการทางทันตกรรมอื่นๆ ตามความสะดวกของคนไข้ค่ะ

ถอนฟัน
- เริ่มต้นที่ ซี่ละ 1,250 บาท ค่ะ สูงสุด ไม่เกินซี่ละ 2,000 บาท ค่ะ ขึ้นกับความยากง่าย ตำแหน่ง และสภาพร่างกาย รวมถึงความร่วมมือในการรับการรักษา ของคนไข้ค่ะ

ถอนฟันคุด/ผ่าฟันคุด - เริ่มต้นที่ ซี่ละ 2,000 บาท ค่ะ สูงสุด ไม่เกินซี่ละ 5,000 บาท ค่ะ ขึ้นกับความยากง่าย ตำแหน่ง และสภาพร่างกาย รวมถึงความร่วมมือในการรับการรักษา ของคนไข้ค่ะ

** ทั้งนี้ การเตรียมช่องปาก ทุกอย่าง ในวันที่มารับการตรวจ หมอจะชี้แจงให้ทราบโดยชัดเจน ค่ะ **
คลินิก อยู่ที่ไหนคะ ?
ชื่อคลินิก : คลินิกทันตกรรมไทยสไมล์ ค่ะ
ชื่อหมอ : คุณหมอแนน  หรือ ทันตแพทย์ ปิทิพงษ์ ศรีไชยโยรักษ์
วัน –เวลา เปิดทำการตามปกติ ของคลินิก : 13.00 – 19.00 น. ทุกวัน ค่ะ
แต่ทั้งนี้ เนื่องจากบางครั้ง หมอ และ ผู้ช่วย หยุดพักผ่อน หรือ มีธุระสำคัญที่ต้องทำ ก็จะหยุดให้บริการในบางวัน หรือ บางช่วงเวลา นะคะ เพื่อความสะดวกในการเข้ารับบริการ เราขอแนะนำให้ทุกท่าน โทรศัพท์นัดหมาย หรือ สำรองเวลา ในการเข้าพบหมอ หรือ เข้ารับบริการ ล่วงหน้า ก่อนเดินทางมาที่คลินิก ค่ะ
เบอร์โทรศัพท์ คลินิกทันตกรรมไทยสไมล์ : 092-6959-992 ค่ะ

ที่ตั้งคลินิก ค่ะ :
คลินิกตั้งอยู่เลขที่ 334/70 ภายในซอยทางเข้าโรงแรมเวลคัม จอมเทียน  ซึ่งเป็นซอยเล็กๆ ที่ อยู่บนถนนเลียบหาดจอมเทียน ระหว่างจอมเทียนซอยที่ 11 และ จอมเทียนซอย 12 หน้าปากซอยมีธนาคารทหารไทย(TMB) และเซเว่นอีเลฟเว่น ค่ะ

ที่อยู่ (ไปรษณีย์): 334/70 หมู่ 12 ซอยโรงแรมเวลคัม ถนนเลียบหาดจอมเทียน ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี 20150

แผนที่ ค่ะ :
https://www.google.com/maps/place/Thai+Smile+Dental+Clinic+by+Dr.Nan/@12.885294,100.881357,15z/data=!4m2!3m1!1s0x0:0xf71a1fbf0176757d?hl=en-US

หรือ add Line : Thai-Smile แล้วขอ Location เข้ามาก็ได้นะคะ
หมอเข้าวันไหนบ้างคะ
ปัจจุบัน ที่คลินิกทันตกรรมไทยสไมล์ โดย คุณหมอแนน มี คุณหมอแนน (ทันตแพทย์ ปิทิพงษ์ ศรีไชยโยรักษ์) เพียงท่านเดียว เท่านั้น ค่ะ ที่เป็นทันตแพทย์ประจำ และให้การรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน รากเทียม ใส่ฟันทดแทน อุดฟัน ถอนฟัน ทำฟันปลอม และ คุณหมอแนน ทำงานที่คลินิกทันตกรรมไทยสไมล์นี้ เพียงแห่งเดียว เท่านั้นค่ะ และ ให้การรักษาท่านผู้ป่วยที่นัดไว้ล่วงหน้าเป็นหลักค่ะ ตั้งแต่เวลา 13.00 น. - 19.00 น. (บางวัน หมอก็ให้การรักษาคนไข้ ในช่วงเวลาอื่นๆ ด้วยค่ะ ขึ้นกับความจำเป็นค่ะ)

ใน 1 เดือน คุณหมอแนน ทำงานหรืออยู่ประจำที่คลินิกทันตกรรมไทยสไมล์ อย่างน้อย 15-20 วัน ค่ะ (คนไข้สามารถมั่นใจได้ว่า หมอมีเวลาให้แน่นอนค่ะ)

แต่ วันหยุดพักของคุณหมอนั้น ในแต่ละสัปดาห์ จะไม่ตรงกัน นะคะ และ ในแต่ละเดือน ก็ไม่เหมือนกัน ค่ะ แต่หมอก็จะพยายามเต็มที่ ที่จะหาวัน เวลา เพื่อให้การรักษา ให้คนไข้ให้ได้ นะคะ (แต่รบกวนให้คุณคนไข้นัดหมอล่วงหน้าหลายๆ วันหน่อย นะคะ)

เช่นนั้นแล้ว เพื่อความสะดวกของท่านผู้ป่วยทุกท่าน ขอความกรุณาให้ท่านผู้ป่วย นัดหมายล่วงหน้า ก่อนมาที่คลินิก นะคะ โดย ท่านสามารถโทรนัดหมายได้ที่เบอร์ 092-6959 992 ค่ะ และหากว่าท่านผู้ป่วยนัดไว้แล้ว หมอแนน อยู่รอให้การรักษาและบริการตามที่ท่านนัดไว้อย่างแน่นอน ค่ะ หากคนไข้นัดไว้ล่วงหน้า และ มาตามนัด ขอให้คนไข้มั่นใจได้เลยค่ะ ว่า หมอให้การรักษา และบริการตามที่นัดไว้อย่างแน่นอน โดยที่คนไข้ไม่ต้องรอคิวนานๆ ค่ะ โทร. 0926959992 นะคะ
จัดฟัน ต้องถอนฟันหรือไม่ ไม่ถอนได้ไหม และฟันที่ต้องถอน ถอนเมื่อไหร่ คะ
การจัดฟัน  ไม่จำเป็นต้องถอนฟันเสมอไป ค่ะ บางคนสามารถรับการจัดฟันได้ โดยไม่ต้องถอนฟันค่ะ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความผิดปกติของการสบฟัน ความคาดหวังของคนไข้ พื้นที่ในการจัดเรียงฟัน รูปหน้าของคนไข้ ริมฝีปาก ลิ้น กระดูก โพรงอากาศในกระดูกขากรรไกรบน และ ปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายหลายหลากในการพิจารณาวางแผนการรักษา ค่ะ เช่นนั้นแล้ว ทันตแพทย์ผู้ให้การรักษา จะสามารถตอบได้ ก็ต่อเมื่อได้เห็น สอบถามความคิดเห็น ประเมินความร่วมมือ ประเมินทัศนคติ ประเมินความคาดหวัง พูดคุย และทำการตรวจประเมินช่องปาก ฟัน การสบฟัน ใบหน้า และ อื่นๆ ก่อน จึงจะสามารถตอบได้ค่ะ ว่า จำเป็นจะต้องถอนฟัน หรือ ไม่ ซี่ใด และถอนเมื่อใด ค่ะ
เช่นนั้นแล้ว สำหรับการจัดฟัน ที่คลินิกทันตกรรมไทยสไมล์ นั้น เราจึงแนะนำให้ท่านที่สนใจ เข้ามารับการตรวจประเมิน และคำปรึกษา กับทันตแพทย์ผู้ให้การรักษา ก่อน จึงตัดสินใจ และนัดเริ่มการรักษา ค่ะ
อายุเยอะแล้ว จัดฟัน ได้ไหมคะ ?
ไม่ใช่อายุของคนไข้เพียงอย่างเดียว โดยทั่วไปแล้ว อายุ ไม่ใช่ข้อจำกัดของการจัดฟัน (อายุเยอะก็อาจจะจัดได้ค่ะ ถ้าไม่มีข้อจำกัดด้านอื่นๆ) ค่ะ ทั้งนี้ ปัจจัย ที่เป็นตัวบ่งชี้ว่า คนไข้ควรรับการจัดฟันหรือไม่ หรือ จะรับการจัดฟันได้ หรือ ไม่ นั้น คร่าวๆ มี ดังนี้ ค่ะ
- สุขภาพร่างกายโดยรวมของคนไข้ : ทั่วไปแล้ว คนไข้ ที่มีปัญหาด้านสุขภาพ โดยเฉพาะ ที่เกี่ยวข้องกับ เลือด กระดูก และ/หรือ ระบบ ภูมิคุ้มกันของร่างกาย หมอไม่แนะนำให้รับการจัดฟัน ค่ะ
- ความผิดปกติของการสบฟัน : หากคนไข้ไม่ได้มีความผิดปกติของการสบฟันมากนัก หรือ มีสุขภาพช่องปากที่ดีอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องจัดฟัน ค่ะ
- ความพึงพอใจ และ ความคาดหวังของคนไข้ : หากคนไข้ พึงพอใจกับรอยยิ้ม และฟันของตนเองดีอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องจัดฟันค่ะ และหากคนไข้มีความคาดหวังสูงเกินความจริง เช่น ต้องการจัดฟันเพื่อให้สวยขึ้น หรือ ใบหน้าเรียวลง หรือ ต้องการให้มีการสบฟันแบบอุดมคติ และมีความสมมาตรกัน 100% ระหว่างฟันทางซ้าย-ขวา หากคาดหวังสูงเกินความจริงที่จะเป็นไปได้เช่นนี้ หมอก็ไม่สามารถรับให้การรักษาแด่คนไข้ได้ค่ะ
- การดูแลอนามัยช่องปาก : คนไข้ที่ไม่สามารถดูแลอนามัยช่องปาก ให้สะอาด หรือ ไม่สามารถรักษาสุขภาพช่องปากให้ดีได้ ไม่สามารถรับการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันได้นะคะ เพราะการจัดฟันอาจเพิ่มความยากลำบากในการดูแลอนามัยช่องปากของคนไข้ได้มากค่ะ ในทางกลับกัน คนไข้ที่กำลังอยู่ระหว่างการจัดฟัน ควรต้องดูแลอนามัยช่องปาก รักษาความสะอาดของฟันและช่องปากให้ดีอยู่เสมอ นะคะ
- คนไข้ที่มีอาการความผิดปกติทางจิต
- คนไข้ที่รับประทานยา หรือ อาหารเสริม ที่มีผลต่อ การทำงานของเซลล์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระดูก ค่ะ
- คนไข้ที่ไม่สามารถให้ความร่วมมือในการรักษาได้
- อื่นๆ

การจัดฟัน ไม่ได้มีข้อจำกัดด้านอายุของผู้เข้ารับการจัดฟัน ผู้สูงอายุ เด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน ทุกคนที่มีอนามัยช่องปากดีเพียงพอ และให้ความร่วมมือในการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันได้ ก็สามารถจัดฟันได้ ทั้งนี้ ในแต่ละช่วงอายุ ก็จะมีข้อจำกัดที่แตกต่างกันออกไป เช่น

- เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี  : ที่ฟันแท้ยังขึ้นไม่ครบ ระยะเวลาในการรักษาก็อาจจะนานกว่าปกติ เพราะจะต้องรอให้ฟันแท้ขึ้นครบ อีกทั้งเด็กอาจจะให้ความร่วมมือในการดูแลอนามัยช่องปากได้ยังไม่ดีเพียงพอ รวมทั้งความกลัวในการรับการรักษาทางทันตกรรมของเด็ก ดังเช่นนั้นแล้ว เราจึงแนะนำให้มีฟันแท้ขึ้นครบก่อน หรือรอให้มีอายุเกิน 15 ปี ก่อน จึงเข้ารับการจัดฟัน แต่หากมีเด็กที่อายุน้อยกว่า 12 ปี และฟันแท้ขึ้นยังไม่ครบ แต่มีความผิดปกติของการสบฟันอย่างรุนแรง หรือมีแนวโน้มที่จะมีการสบฟันที่ผิดปกติได้สูง (พิจารณาเป็นรายๆ ไป) เด็กกลุ่มนี้ ก็อาจมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันโดยเร็วที่สุด
- ผู้ที่กำลังเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น และวัยรุ่น : ในกลุ่มผู้ป่วยที่อายุระหว่าง 12-18 ปี จะเป็นช่วงที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงของกระดูกขากรรไกร และการสบฟันในช่วงนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก ในช่วงนี้จะเป็นช่วงที่มีความเหมาะสมในการรับการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน ทั้งเพื่อการควบคุม หรือป้องกันการเกิดปัญหาการสบฟัน และ/หรือ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการสบฟัน และความสัมพันธ์ของกระดูกขากรรไกรบน/ล่าง และใบหน้า
- วัยรุ่นตอนปลายและผู้ใหญ่ตอนต้น : ช่วงอายุ 19 - 35 ปี เป็นช่วงที่ร่างกายเจริญเติบโตเต็มที่ จะไม่สามารถจำกัด หรือเปลี่ยนแปลงการเจริญเติบโตของกระดูกขากรรไกรได้ เนื่องจากช่วงแห่งการเจริญเติบโตได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ช่วงนี้ก็จะสามารถแก้ไขการสบฟันได้ตามความสามารถในการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันทั่วไป
- วัยกลางคน : ช่วงอายุ 36-50 ปี ช่วงนี้กระดูกขาไกรรไกร มีความหนาแน่น การจัดฟันสามารถทำได้ แต่อาจจะใช้ระยะเวลานานกว่าเด็ก หรือ วัยรุ่น เนื่องจากการเคลื่อนฟันบนกระดูกทำได้อย่างช้าๆ และข้อจำกัดในการรักษาค่อนข้างสูง
- ผู้สูงอายุ : ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี นั้น โดยทั่วไป กระดูกจะมีความแข็งสูง แต่พรุน หรือคุณภาพของกระดูกด้อยลง มีความยืดหยุ่นน้อยลง ทำให้มีข้อจำกัดในการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันค่อนข้างมากกว่าผู้ป่วยกลุ่มอื่นๆ การรักษาอาจใช้ระยะเวลานานกว่าผู้ที่อายุน้อย และอาจจะมีข้อจำกัดในการรักษามากกว่าผู้ป่วยกลุ่มอื่นๆ
แบบไหน ถึงจัดฟันไม่ได้ คะ ?
- สุขภาพร่างกายโดยรวมของคนไข้ไม่ดี : ทั่วไปแล้ว คนไข้ ที่มีปัญหาด้านสุขภาพ โดยเฉพาะ ที่เกี่ยวข้องกับ เลือด กระดูก และ/หรือ ระบบ ภูมิคุ้มกันของร่างกาย หมอไม่แนะนำให้รับการจัดฟัน ค่ะ
- ความผิดปกติของการสบฟัน ไม่มากถึงขั้นเป็นปัญหา: หากคนไข้ไม่ได้มีความผิดปกติของการสบฟันมากนัก หรือ มีสุขภาพช่องปากที่ดีอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องจัดฟัน ค่ะ
- ความพึงพอใจ และ ความคาดหวังของคนไข้ สูงมากเกินจริง: หากคนไข้ พึงพอใจกับรอยยิ้ม และฟันของตนเองดีอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องจัดฟันค่ะ และหากคนไข้มีความคาดหวังสูงเกินความจริง เช่น ต้องการจัดฟันเพื่อให้สวยขึ้น หรือ ใบหน้าเรียวลง หรือ ต้องการให้มีการสบฟันแบบอุดมคติ และมีความสมมาตรกัน 100% ระหว่างฟันทางซ้าย-ขวา หากคาดหวังสูงเกินความจริงที่จะเป็นไปได้เช่นนี้ หมอก็ไม่สามารถรับให้การรักษาแด่คนไข้ได้ค่ะ
- การดูแลอนามัยช่องปากไม่ดีเพียงพอ : คนไข้ที่ไม่สามารถดูแลอนามัยช่องปาก ให้สะอาด หรือ ไม่สามารถรักษาสุขภาพช่องปากให้ดีได้ ไม่สามารถรับการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันได้นะคะ เพราะการจัดฟันอาจเพิ่มความยากลำบากในการดูแลอนามัยช่องปากของคนไข้ได้มากค่ะ ในทางกลับกัน คนไข้ที่กำลังอยู่ระหว่างการจัดฟัน ควรต้องดูแลอนามัยช่องปาก รักษาความสะอาดของฟันและช่องปากให้ดีอยู่เสมอ นะคะ
- คนไข้ที่มีอาการความผิดปกติทางจิต
- คนไข้ที่รับประทานยา หรือ อาหารเสริม ที่มีผลต่อ การทำงานของเซลล์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระดูก ค่ะ
- คนไข้ที่ไม่สามารถให้ความร่วมมือในการรักษาได้
- อื่นๆ
จัดฟัน เจ็บ ไหมคะ ?
อาการ เจ็บ ปวด ตึง เสียว ฟัน และ อวัยวะรอบๆ ฟัน อาจมีบ้าง นะคะ มาก-น้อย แตกต่างกันไป ในแต่ละบุคคล ทั้งนี้ ความเจ็บปวด ที่เกิดจากการรักษา คงไม่มากเกินที่คนไข้จะทนไหวค่ะ แต่หลังเริ่มการรัษาไปแล้ว หากคนไข้ทรมานมาก และ ต้องการยุติการรักษา ก็ย่อมสามารถทำได้ทุกเมื่อค่ะ

การจัดฟันคือการดึงฟัน หรือเคลื่อนฟันด้วยแรงเบาๆ ให้ฟันเคลื่อนที่บนกระดูกขากรรไกร ผู้ป่วยอาจจะรู้สึกตึง หรือ เจ็บได้ มากน้อยแตกต่างกันออกไปแล้วแต่บุคคล แต่ความเจ็บปวดหรือความไม่สบายดังกล่าวนี้ มักจะมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยทั่วไปผู้ป่วยจะรู้สึกเคยชินภายในเวลาไม่นาน และผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ
หน้าจะเรียวลง แก้มจะตอบเข้า คางจะแหลม หรือ จมูกจะโด่งขึ้นไหมคะ ?
เป็นไปได้ค่ะ ที่บางคน พอจัดฟันแล้ว ใบหน้าส่วนล่างตั้งต่อจมูกลงไปถึงคางจะยาวขึ้นเล็กน้อย (ไม่ทุกคนนะคะ) ซึ่งอาจทำให้ดูเหมือนกว่า ใบหน้าเรียวลง และเช่นกันค่ะ บางกรณีแก้มของคนไข้ก็อาจตอบลงได้ ซึ่งหมอไม่สามารถบอกได้ล่วงหน้า ว่า ใบหน้าของใครจะเป็นอย่างไรหลังจัดฟันเสร็จสิ้นแล้ว

ส่วน โหนกแก้ม และ จมูกนั้น การจัดฟันคงไม่ได้ไปเปลี่ยนแปลงพื้นฐานเดิมของคนไข้ ค่ะ

สรุป คำตอบ คือ “ไม่ หรือ อาจจะ หรือ น้อยมาก ” การรักษาทางทันตกรรมจัดฟันนั้น มุ่งเน้นการแก้ไขการสบฟัน เพื่อให้มีการสบฟัน และการเรียงตัวของฟันที่ดีขึ้น มีรูปร่างใบหน้าเมื่อมองจากด้านข้าง (Profile) ดีขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์ของกระดูกขากรรไกรบนและล่าง ในแนวหน้า -หลัง และแนว บน-ล่าง ซึ่งผู้ป่วยที่คาดหวังให้หน้าเรียวลงจากการจัดฟันนั้น อาจจะ “ผิดหวัง” เพราะการจัดฟันไม่ได้มุ่งเน้นที่จะทำให้เกิดการเรียวลงของใบหน้าในแนว ซ้าย-ขวา หรือทำให้ใบหน้า ตอบ หรือ เรียวลง แต่อย่างใด แต่อาจจะมีผลบ้างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เช่นในกรณีที่มีการลดความกว้างของโค้งการเรียงฟันบนลงโดยการเคลื่อนฟันเข้าสู่แนวกึ่งกลางใบหน้า  ซึ่งวิธีการที่เห็นผลชัดเจนกว่าในการทำให้ใบหน้าส่วนล่างดูเรียวลง คือการฉีดโบท็อกซ์เข้าสู่กล้ามเนื้อบดเคี้ยวแมสเซตเตอร์ เพื่อให้เกิดการลีบเล็กลงของกล้ามเนื้อดังกล่าว
จัดฟันอยู่ ทำจมูก (เสริมจมูก) ได้ไหมคะ ?
ได้ค่ะ คนไข้ทำได้ตามความพึงพอใจ และ ความสะดวกของคนไข้ค่ะ แต่หมอแนะนำว่า จัดฟัน ให้เสร็จก่อน ค่อยเสริมจมูก หรือ เสริมจมูกให้เรียบร้อยก่อน ค่อยจัดฟันจะดีกว่าค่ะ เพราะการจัดฟันนั้น มีผลต่อ โครงร่างใบหน้าส่วนล่างในแนว หน้า-หลัง (Profile) ค่ะ และ เส้นกึ่งกลางฟัน (Mid-Line) นั้น หมอใช้จมูก เป็นตัวเทียบด้วยนะคะ ตัวอย่างเช่น ในขณะจัดฟัน หมอยังดึงฟันเข้าไม่สุด หากคนไข้ทำจมูกมาโด่งมากๆ พอหมอดึงฟันเข้าไปจนสุด อาจทำให้มุมระหว่างฐานจมูก กับ ริมฝีปากบน มากเกินงาม หรือ ในระยะที่หมอกำลังขยับฟัน ในแนว ซ้าย-ขวา หากหมอที่ทำจมูกให้คนไข้ ทำเบี้ยว คนไข้เอง อาจจะแยกไม่ออกค่ะ ว่า อะไรกันแน่ที่เบี้ยว ฟัน หรือ จมูก เป็นต้น
จัดฟันเสร็จแล้ว จะต้องใส่เครื่องมือคงสภาพฟันหลังการจัดฟัน หรือ รีเทนเนอร์ ไปอีกนานเท่าใด ?
หลังจากการจัดฟันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทันตแพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยจัดฟันทุกคน ใส่เครื่องมือคงสภาพฟันหลังการจัดฟัน หรือ รีเทนเนอร์ (retainer) เครื่องมือนี้ จะเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยคงสภาพ หรือคงตำแหน่งของฟันหลังจากการจัดฟันไม่ให้เคลื่อนไปจากตำแหน่งสุดท้ายที่จัดไว้ ผู้ป่วยควรจะได้รับรีเทนเนอร์ภายใน 1 สัปดาห์หลังถอดเครื่องมือจัดฟันที่ติดอยู่บนผิวฟันออก และหลังจากผู้ป่วยได้รับรีเทนเนอร์แล้ว ควรจะใส่รีเทนเนอร์ให้ได้มากที่สุด หรือ นานที่สุด โดยทั่วไป คลินิกทันตกรรมไทยสไมล์จะแนะนำให้ใส่รีเทนเนอร์ดังนี้
1 เดือนแรก : ใส่ตลอดเวลา ถอดออกเฉพาะเมื่อผู้ป่วยจะทำความสะอาดฟัน หรือรับประทานอาหาร และควรหลีกเลี่ยงการเคี้ยวอาหารเหนียวหรือแข็งหรืออาหารที่ต้องใช้แรงในการบดเคี้ยวมาก
เดือนที่ 2-6 : ถ้าทำได้ ให้ใส่รีเทนเนอร์ตลอดเวลา และปฏิบัติเช่นเดียวกับสิ่งที่ควรปฏิบัติหลังการถอดเครื่องมือจัดฟันในเดือนแรก หากไม่สามารถทำได้ จะต้องใส่รีเทนเนอร์อย่างน้อย วันละ 12 ชั่วโมง
หลังจากเดือนที่ 6 : ใส่รีเทนเนอร์เฉพาะเวลานอน หรืออย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง และควรที่จะใส่ไปตลอดชีวิต เพื่อป้องกันการเคลื่อนตำแหน่งของฟัน
การนอนกัดฟัน และการจัดฟัน
ในผู้ป่วยที่มีปัญหาระบบข้อต่อขากรรไกร หรือมีพฤติกรรมการนอนกัดฟัน ก่อนที่จะเข้ารับการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน การจัดฟัน อาจจะ ช่วยให้ปัญหาเหล่านี้ลดน้อยลงได้ แต่ในทางกลับกัน การจัดฟันนั้น อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการนอนกัดฟันในผู้ป่วยในบางราย ในบางระยะของการจัดฟันได้ แต่มีผู้ป่วยเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะเกิดปัญหานี้ และส่วนใหญ่เมื่อการสบฟันเข้าสู่ตำแหน่งที่เหมาะสมแล้ว ผู้ป่วยก็จะหยุดพฤติกรรมการนอนกัดฟันเองตามธรรมชาติโดยไม่ต้องพึ่งพาการรักษาใดๆ
ทำไมจึงต้องหลีกเลี่ยงการเคี้ยวอาหารเหนียว หรือแข็ง ในระหว่างที่มีเครื่องมือจัดฟันติดอยู่บนฟัน และหลังจากจัดฟันเสร็จสิ้นในช่วง 6 เดือนแรก
การจัดฟันนั้น คือการติดเครื่องมือลงไปบนฟัน หรือการใช้เครื่องมือในการเคลื่อนตำแหน่งของฟันไปบนกระดูกขากรรไกร ซึ่งในระหว่างการรักษาหรือหลังจากเสร็จการรักษาในช่วง 6 เดือนแรกนั้น ความแน่นในการยึดติดระหว่างฟันและกระดูกขากรรไกรนั้น น้อยลงชั่วคราว ดังเช่นนั้นแล้ว หากผู้ป่วยมีการใช้งานฟันในการบดเคี้ยวอาหารเหนียว หรือแข็งในช่วงระหว่างการรักษาหรือหลังจากเสร็จการรักษาได้ไม่นานนี้ อาจจะทำให้มีการเคลื่อนขยับของฟันที่มากจนเกินไป หรือแรงบดเคี้ยวดังกล่าวอาจทำให้ฟันเคลื่อนหรือขยับไปในทิศทางที่ไม่เป็นไปตามแนวที่ควรจะเป็นได้ และในระหว่างที่ผู้ป่วยมีเครื่องมือจัดฟัน ติดอยู่บนฟันอยู่นั้น เนื่องจากเครื่องมือจัดฟันติดบนผิวฟันด้วยกาวยึดชนิดพิเศษ แต่หาใช่เป็นมนต์วิเศษไม่ ดังนั้นการกัดอาหารแข็งๆ อาหารชิ้นใหญ่ หรือสิ่งของต่างๆ อย่างไม่ระมัดระวัง อาจจะทำให้อาหาร หรือสิ่งต่างๆ ที่กัดนั้น ไปดัน กด หรือกระแทกเครื่องมือจัดฟันที่ติดอยู่บนฟันให้หลุดออกจากฟันได้ ซึ่งผลเสียจากการที่เครื่องมือจัดฟันหลุดออกจากผิวฟัน ก็จะตกอยู่ที่ตัวผู้ป่วยเอง ดังนั้น ผู้ป่วยจึงควรมีความระมัดระวังในการรับประทานอาหาร หรือการใช้ฟันกัดสิ่งของต่างๆ เป็นอย่างมาก
ทั้งนี้ ในระหว่างการจัดฟัน หรือหลังเสร็จสิ้นการจัดฟัน หากผู้ป่วยไม่แน่ใจ หรือมีข้อสงสัยประการใด โปรดซักถามจากทันตแพทย์ผู้ให้การรักษาโดยตรง ในวันที่มารับการรักษา
เคยจัดฟันแล้ว แต่ไม่ได้ไปพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ หลายปีแล้วจึงยังจัดไม่เสร็จ หรือ เคยจัดฟันแล้วแต่ไม่ได้ใส่รีเทนเนอร์ ฟันจึงเคลื่อน อยากจะจัดฟันใหม่อีกครั้ง ได้หรือไม่
“ได้ ค่ะ” ตราบใดที่ผู้ป่วยยังมีกระดูกขากรรไกร และฟัน ผู้ป่วยก็สามารถจัดฟันได้ ทั้งนี้ทันตแพทย์ผู้ให้การรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน จะปฏิเสธ หรือ ให้การรักษา แด่ผู้ป่วยหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของทันตแพทย์แต่ละท่าน ซึ่งจะพิจารณาจากหลายปัจจัย ขึ้นอยู่กับผู้ป่วยแต่ละราย สุขภาพช่องปาก ลักษณะการสบฟัน ความผิดปกติของการสบฟัน ความร่วมมือในการเข้ารับการรักษา และความคาดหวังของผู้ป่วยหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
จัดฟันเป็นอันตรายต่อร่างกายหรือไม่
โดยทั่วไปแล้ว การรักษาทางทันตกรรมนั้น เน้นการให้การรักษา และ การป้องกัน โรค หรือ ความผิดปกติของ ฟัน และ สิ่งต่างๆ ที่อยู่ภายในช่องปาก กระดูกขากรรไกร และใบหน้า โดยคำนึงถึงความเหมาะสม และประโยชน์สูงสุด ของผู้ป่วย การให้การรักษาทางทันตกรรมทุกชนิด ทันตแพทย์จะเลือกการรักษาที่มีความปลอดภัยสูงสุดต่อตัวผู้ป่วย และหลีกเลี่ยงหรือป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาต่อผู้ป่วยอย่างดีที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ และให้การรักษาด้วยความสามารถอันสูงสุดเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด และเหมาะสมที่สุดแด่ผู้เข้ารับการรักษาการรักษา แต่ในทางการแพทย์ หรือทางทันตกรรมนั้น ไม่มีการรักษาใดที่ทันตแพทย์จะสามารถยืนยันได้ว่าปลอดภัย 100% หรือไม่เป็นอันตรายเลย หรือไม่มีความเสี่ยงเลย  และไม่มีการรักษาใด ที่จะสามารถพยากรณ์ผลการรักษาได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ 100%
การรักษาทางทันตกรรมจัดฟันก็เช่นกัน ทันตแพทย์และบุคลากรผู้ให้บริการ มีการเลือกใช้เครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ ที่ได้รับการตรวจสอบ และรับรองคุณภาพ จากองค์การอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ว่าสามารถใช้ในการรักษาผู้ป่วยได้ หรือนำมาใช้ในช่องปากได้อย่างปลอดภัย (ไม่เป็นพิษ) และการดำเนินการรักษานั้น ทันตแพทย์และบุคลากรผู้ให้บริการ ก็ให้การบริการตามมาตรฐานของผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม หรือตามมาตรฐานการให้บริการของบุคลากรทางการแพทย์ ดังเช่นนั้นแล้ว ผู้ป่วยจึงมั่นใจได้ว่าท่านจะได้รับการรักษาที่มีความปลอดภัย อย่างสูงสุด และควบคุมหรือจำกัดความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอันตรายอย่างดีที่สุด
การจัดฟัน เป็นอันตรายต่อฟันหรือไม่
การจัดฟัน ก็เหมือนกับการรักษาทางทันตกรรมทั่วไป ทันตแพทย์จะเลือก และให้การรักษา ที่มีความเหมาะสม และความปลอดภัยสูงสุด ทั้งต่อฟันและตัวผู้ป่วย และหลีกเลี่ยงอันตราย หรือภาวะแทรกซ้อนอันไม่พึงประสงค์ที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างเต็มความสามารถ โดยทั่วไปการจัดฟันนั้น จะไม่ทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อผิวฟัน ตัวฟัน กระดูกรองรับฟัน หรืออวัยวะต่างๆ ภายในช่องปากและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด แต่ก็มีความเป็นไปได้ ที่อาจจะมีภาวะแทรกซ้อน หรือความเสียหายเล็กน้อยที่ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นได้ ซึ่งถือเป็นเหตุสุดวิสัย ที่ผู้ให้การรักษาได้ทำการป้องกันอย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็เกิดขึ้น ซึ่งพบได้น้อยมาก ได้แก่ การแตกร้าวของผิวฟัน การมีเหงือกร่น การละลายตัวของกระดูกรองรับฟัน การโยกหรือขยับของฟันที่มากกว่าปกติ และการล้มเอียงของฟันที่มากกว่าที่ควรจะเป็น เป็นต้น

กลับสู่หน้าหลัก คลิกที่นี่ ค่ะ
คุณหมอแนน ทันตแพทย์ ปิทิพงษ์ ศรีไชยโยรักษ์
คลินิกทันตกรรมไทยสมไล์
ซอยโรงแรมเวลคัม ถนนหาดจอมเทียน ต. หนองปรือ (พัทยา) อ.บางละมุง จ. ชลบุรี 20150 ประเทศไทย
เบอร์โทรศัพท์ 092-6959 992
Line ID : Thai-Smile
Email: DentistNan@outlook.com
Dentist Nan